คิมหันต์อนันตรา

คิมหันต์อนันตรา

รัก***ไม่มีอดีต***ไม่มีปัจจุบัน***และไม่มีอนาคต เงื่อนเวลาแห่งภพชาติจะบรรจบ ณ หัวใจ

ผู้เขียน มนต์อลัมพราย ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

ตอนที่ ๓ ภพแห่งรัก

ตอนที่ ๓ ภพแห่งรัก

ยะ ถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา มะณิ โชติระโส ยะถา

(ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้, ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ ฉันนั้น. ขอ อิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยฉับพลัน ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดี ฯ)

อนุ โมทนารัมภคาถากังวาลแผ่อำนาจบุญกำจรกำจาย สิตาอินทร์ นั่งพับเพียบเรียบร้อยด้วยกริยาอันสงบเสงี่ยมอยู่ต่อหน้าหลวงพ่อชวน มือเรียวประคองคนโธขนาดเล็กที่ใช้กรวดน้ำพยายามตั้งจิตแผ่กุศลไปยังหญิงสาว ที่ชื่อแก้วโกสุมที่เธอพบในความฝัน ที่กลางศาลาวัดยังมีผู้มารอถวายสังฆทานอีกสามสี่รายทำให้เธอยังไม่สามารถ สนทนากับหลวงพ่อได้ จึงได้แต่นั่งกลกระวายอยู่ตรงนั้นเอง

"เอาล่ะโยมอิน จะถามอะไรหลวงพ่อหรือ"

"คือ ว่าอิน ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนน่ะเจ้าค่ะ" แม้สิตาอินทร์จะค่อยยิ้มออกเมื่อคนที่มาทำบุญเริ่มซาลงจนได้โอกาสที่จะถาม ข้อสงสัย แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ยังคงเรียบเรียงคำถามออกมาไม่ได้

"โยม อิน ไตรลักษณ์(รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ) เป็นอนัตตา คือไม่มีไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หากแต่ตัวตนของโยมนี้ก็เป็นเพียงกลุ่มก้อนของเหตุที่มาเป็นปัจจัยกัน ดั่งอิทัปปัจจยตา อันหมายความถึง การเกี่ยวเนื่องกันของเหตุและผล เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล เมื่อเหตุดับผลจึงดับ"

"อื่ม ถ้าอย่างนั้นอินรู้แล้วล่ะค่ะ ว่าจะถามอย่างไรดี" สิตาอินทร์เริ่มยิ้มออกหลังจากที่เวียนหัวกับการเรียบเรียงคำถามอยู่เป็นนาน สองนาน

"ภพชาติก่อนของอิน เป็นเหตุให้ชาตินี้ เอ้ย! ตอนนี้อินพบกับเรื่องราวแปลกที่อธิบายเป็นวิทยาศาสตร์ได้อยากน่ะเจ้าค่ะ"

"สัญญา สัจจาอธิฐานอันเกิดจากโยม และความปรารถนาอันแรงกล้าของอีกหนึ่งดวงวิญญาณ ซึ่งติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ จะทำให้โยมประสบเคราะห์"

"หลวงพ่อช่วยอินด้วยซิเจ้าคะ" หลวงพ่อรู้จริงๆ ดั่งที่เธอคาดเอาไว้ ทำให้สิตาอินทร์เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

"เอา นี่ไว้รักษาตัว ผูกติดข้อมือไว้ ต้องข้อมือเท่านั้นนะ แล้วก็บอกให้โยมฟ้า หากมีอะไรเกิดขึ้นให้มาหาหลวงพ่อ" หลวงพ่อชวนวางสายสิญจน์ที่มีตระกรุดอันเล็กๆ ไว้ให้ สิตาอินทร์รีบเก็บไว้ทันที แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ต่อการสนทนา พุทธศาสนิกชนก็เข้ามาอีกกลุ่มใหญ่ คราวนี้เธอรออยู่นานมากแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีโอกาสอีกเลย จึงต้องยอมแพ้กราบลาหลวงพ่อกลับไปก่อน

สิตาอินทร์นำสายสิญจน์ที่หลวงพ่อให้คล้องมัดไว้ที่ข้อมือด้วยตนเองทันทีที่เดินถึงรถ แต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่สำเร็จเสียที…

"ให้ ผมช่วยนะครับ" ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ฉวยโอกาสคว้าข้อมือน้อยไปไว้ในอุ้งมือ ก่อนที่จะคลายมาจับสายสิญจน์ผูดมัดที่ข้อมือให้อย่างอ่อนโยน สิตาอินทร์ ไม่ได้มีท่าทีขัดขืน หากแต่ดวงตาคู่งามมัวแต่มองใบหน้าคมเข้มอย่างตื่นตะลึก 'องค์รามราช' ไม่ใช่ซินะ....

"คุณภูริชย์"

"ครับ ผม" ชายหนุ่มยิ้มรับอย่างสุภาพ โอ...ช่างเป็นร้อยยิ้มที่สามารถทำให้หัวใจของสาวๆ ละลายได้จริงๆ และหัวใจของเธอคงละลายแล้วจริงๆ ถึงได้รู้สึกวิงเวียนเช่นนี้ ไม่นะสิตาอินทร์ นายคนนี้เป็นสาเหตุให้เธอเป็นลมจริงๆ ด้วย

*************************************************************************

“ศรีอุษา เจ้าลงมาเถิด”  เรียงเพรียงดังแว่วอยู่ในห้วงคำนึงอันแสนมัวม่นของสิตาอินทร์ นี่เธอเข้าสู่การระลึกชาติอีกแล้วหรือ ศรีอุษา กำลังทำอะไรอยู่นะ

“ประเดี๋ยว จันทรา ข้าจักคว้าหมากม่วงผลงามบัดเดี๋ยวนี้” สิตาอินทร์เริ่มได้ยินเสียงชัดเจนขึ้น หากแต่ยังไม่เห็นภาพใดๆ นอกจากความมืด และปากของเธอก็ขยับพูดออกไปเองเหมือนเดิม

“ว้าย ระวัง ศรีอุษา” สิตาอินทร์เริ่มมองเห็นภาพขึ้นรางๆ บ้างแล้ว แต่ก็สายเกินไปเมื่อเธอก้าวพราดและกำลังร่วงลงมาจากที่สูง เมื่อภาพปรากฎชัดเจนขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตนเองได้ตกอยู่ในอ้อมพระอุระขององค์รามราชอีกแล้ว สีพระพักตรของพระองค์ดูจะแสดงถึงความยุ่งยากพระหฤทัยอยู่มิใช่น้อย สาวน้อยวัยสิบห้าขวบปีมองพระพักตรคมคายด้วยดวงเนตรกลมโตอย่างคนตื่นตะลึง กริยานั้นทั้งน่าเอ็นดูและน่าขันในคราเดียว หากแต่องค์รามราชยังคงตีพักตรขรึมออกดุเสียซ้ำไป

“สูเจ้าเป็นลูกเต้าเล่าใครกัน เหตุไรจึงซุกซนเยี่ยงนี้ บ่งามสมเป็นแม่หญิงเสียเลย” ฟังความว่า ศรีอุษา ก็แทบหลั่งน้ำตาด้วยความน้อยใจ นี่องค์รามราชจำนางมิได้เลยหรือ สิตาอิทร์ก็รับรู้ความรู้สึกของศรีอุษาเช่นกัน จึงพยายามต่อว่าต่อขานแต่เสียงก็ไม่ออกไปอย่างใจคิด ‘เถียงหน่อยซิศรีอุษา เงียบปล่อยให้เขากอดอยู่ได้’ สิตาอินทร์ร้อนรนบอกไปไม่รู้ศรีอุษาจะได้ยินหรือเปล่า แต่สาวน้อยก็เริ่มออกแรงดิ้นรนให้พ้นจากอ้อมอุระแกร่งทันทีเช่นกัน

“ปล่อยข้า” ร่างน้อยอรชรดิ้นรนผลักไสเป็นพลันละวันเพื่อให้ตนเป็นอิสระ สร้อยเส้นน้อยที่ใช้คล้องธำมรงค์วงงามจึงได้ปรากฎแก่สายพระเนตรคมกริบนั่น รอยแย้มพระสวลจึงค่อยมีขึ้นแก่นาง สาวน้อยหยุดดิ้นรนด้วยไม่เข้าใจเหตุใดอยู่ๆ องค์รามราชจึงแย้มพระสวลให้  แต่แล้วปรางค์ก็สุกปลั่งแดงระเรื่อเมื่อได้ฟังรับสั่งเอ่ยเฉลย

“อ้อ...เจ้าเองดอกหรือ ข้าฤาหลงวิตกเกรงว่าจักต้องรับหญิงใดไปเป็นชายาอีก”  คำรับสั่งตอกย้ำว่ายังมิได้ทรงลืมสัญญาแต่หนหลังทำให้ศรีอุษาอายนัก ลอบมองจันทราเพื่อนรักที่มาด้วยกันเห็นนั่งหมอบก้มหน้าอยู่ก็ค่อยคลายใจว่าคงมิได้เห็นรอยแย้มพระสวลนั่น

องค์รามราชปล่อยร่างอรชรลงสู่พื้นอย่างอ่อนโยน รอยอบอุ่นยังแผ่ซานอยู่ในกายเจ้าสาวน้อยให้รู้สึกรัญจวนปั่นปวนใจยิ่ง เป็นความรู้สึกประหลาดแท้ที่นางเองเพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรก โดยมิรู้เลยว่าองค์แกร่งสง่าก็ทรงรู้สึกมิได้แตกต่างกัน  เนตรพิสุจน์ใสดวงกลมโตมองสบพระเนตรคมอยู่อีกเป็นอึดใจต่างคนต่างตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งตน จวบได้ยินเสียงของจันทราจึงได้รู้สึกตัวว่ามิได้อยู่กันเพียงสอง

“เจ้าชายรามราช โปรดอภัยให้หม่อมฉันทั้งสองด้วยเถิดเพค่ะ” เท่านั้นศรีอุษาจึงรีบลงไปนั่งก้มหน้าตามเพื่อนทันที

“สูเจ้ามาทำอันใดฤา”

“หม่อมฉันกับศรีอุษามาเก็บผลหมากม่วงเพคะ”

“แล้วได้ฤา” องค์รามราชทรงเงยพระพักตรขึ้นมองยังผลที่เจ้างามน้อยปองเมื่อครู่ก็อมยิ้มนึกเอ็นดูอยู่ในพระทัย ด้วยผลนั้นอยู่สูงและไกลจากกิ่งมิใช่น้อยก็ควรอยู่ดอกที่เจ้าร่างน้อยจะอื่มบ่ถึง

“บ่ได้ เพคะ” ศรีอุษาเป็นคนตอบอ้อมแอ่ม ยังมิกล้าเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรอีก อย่างมิทันที่นางทั้งสองจะได้คาดคิด องค์งามสง่าก็โหนพระองค์ปีนป่ายขึ้นไปเด็ดผลที่หมายเอาไว้ แล้วกระโดดลงมายืนสู่พื้นในเวลาอันรวดเร็ว

“ข้าให้เจ้า” องค์รามราชยื่นผลหมากม่วงประทานให้ เจ้าศรีอุษาน้อย นางเหลือบเนตรแอบมองอยู่แวบหนึ่งแล้วต้องรีบก้มหลบอีก เมื่อแลเห็นพระเนตรองค์งามสง่าดูไหววิบชอลกลอยู่ เป็นเหตุให้มือเรียวน้อยได้สัมผัสกับอุ้งหัตถ์แกร่งจนสะดุ้งหน้าแดงกร่ำ จันทรามองเพื่อนด้วยความฉงนนึกสงสารด้วยคิดว่าเพื่อนคงแกรงองค์รามราชนัก

“สูเจ้าฝึกกระบวนดาบฤา” องค์รามราชรับสั่งทักขึ้นเมื่อเห็นนางทั้งสองแต่งหญิงเพียงท่อนบนเท่านั้น

“เพคะ หม่อนฉันแลศรีอุษาเป็นศิษย์หญิงของจอมปราชญ์โกญจา แลหม่อนฉันได้รั้งตำแหน่งองค์รักษ์ของเจ้าหญิงแสงโสมแล้วเพคะ”

“เช่นนั้น ฝีมือคงยากต้านทานดังคำลือแท้”

“เป็นพระกรุณาเพคะ” จันทราอมยิ้มเก็บกลั้นความภาคภูมิอย่างเต็มที่ ศรีอุษา ลอบแลแล้วถอนใจด้วยแท้แล้วต้องการร่วมประลองปะดาบชิงตำแหน่งนางหลวงองค์รักษ์เช่นเดียวกันกับเพื่อนตน แต่จอมปราชญ์โกญจาผู้เป็นบิดาห้ามเอาไว้ เพราะถือว่านางได้เป็นพระคู่หมั้นแล้วนั่นเอง

“ข้าจักไปเรือนท่านจอมปราชญ์ สูเจ้านำทางข้าเถิด”

“เพคะ” สองนางรับคำขึ้นพร้อมๆ กัน โดยจันทราเป็นคนชี้ทางให้องค์รามราชเสด็จนำไป  

“จันทรา...จันทรา เจ้าอย่าเอ่ยให้แม่ครูพ่อครูรู้หนา” ศรีอุษาเอ่ยกระซิบเสียงเบาแกรงพระวรกายแกร่งที่นำอยู่เบื้อหน้าจะได้ยิน แต่หารู้ไม่ว่าแม้เสียงของนางจะเบาเพียงไรก็มิอาจรอดพ้นพระกรรณของผู้ที่ถูกฝึกมาดีแล้วได้ พระองค์จึงได้แต่ลอบแย้มพระสรวลขำขันเจ้าอ่อนเยาว์อยู่โดยมิให้นางทั้งสองรู้

“ข้าบ่เอ่ย แล้วองค์รามราชเล่า”

“ก่อนถึงเรือนเจ้ารีบหลบให้ข้าเจรจากับพระองค์ได้ฤา”

“เช่นนั้นก็ได้ ศรีอุษา” จันทราบอกเพื่อนอย่างเห็นใจเพราะคิดว่าเพื่อนคงกลัวองค์รามราชเอามากจริงๆ

“ทางนั่งคือทางขึ้นเรือนเพคะ หม่อมฉันจะนำผลหมากม่วงไปโรงครัว ขอพระองค์ตามไปด้วยศรีอุษาเถิดเพคะ” องค์รามราชพยักพัตรเป็นเชิงบอกว่าประทานอนุญาติให้จันทราไปได้ นางจึงรีบเดินเลี่ยงออกไปทันที ส่วนองค์รามราชนั้นแสร้งทำองค์เงียบขรึมทั้งที่กลั้นพระทัยไม่ให้แย้มสรวลออกมาเสียหนักหนา ทำให้ศรีอุษาน้อยนึกร้อนรนยิ่ง

“รั้งอยู่ก่อนเพคะ องค์รามราช” เจ้าศรีอุษาน้อยร้องเรียกด้วยความตกใจ เมื่อนางมัวแต่คิดอะไรเพลินจนองค์งามสง่าเดินนำหน้าไปไกลยิ่งแล้ว ถึงกับต้องวิ่งตามพระองค์ไป แต่องค์รามราชกลับยั้งพระวรกายหยุดโดยกระทันหัน ทำให้ร่างน้อยอรชรที่เร่งตามโดยมิทันได้ระวังชนเข้ากับพระวรกายแกร่งจนเซถลา เคราะห์ดีที่พระองค์ทรงรับร่างนางเอาไว้ได้ทันจึงมิได้ขมำล้มไป ศรีอุษาน้อยรีบรนถอยร่างหนีด้วยแกรงจะมีข้าทาสมาเห็น จะยิ่งเป็นเรื่องเป็นราวไปถึงหูบิดามารดาของตนจนได้

“โปรดพระทานอภัย เพคะ” ศรีอุษาลงไปนั่งหมอบกราบอยู่กับพื้นมิใช่เพียงเพื่อเป็นการแสดงความนอบน้อม หากเพื่อเป็นดั่งกำบังมิให้ถูกรังแกอีกด้วยเมื่อเริ่มเข้าใจสายพระเนตรวิบวับขององค์งามสง่าขึ้นบ้างแล้ว เพราะเมื่อครู่ที่นางจะขมำลงไปนั้น องค์รามราชมิเพียงแค่ประคองร่างนางเอาไว้ หากแต่ช้อนตัวของนางเข้าไปในอ้อมพระอุระด้วยต่างหาก

“เจ้าให้เราหยุดอยู่ก่อนด้วยเรื่องอันใดฤา” องค์รามราชแสร้งทำพักตรขรึมดุ ศรีอุษาน้อยอ่อนเยาว์นักมีหรือจะทันเล่ห์สเน่หา จึงรู้สึกผิดนักที่คิดว่าพระองค์ทรงแกล้งรังแกเอา

“อย่าทรงเอ่ยความเรื่องเก็บผลหมากม่วงให้พ่อครูแม่ครูรู้จักได้หรือบ่ เพคะ”

“อ้อ...บ่ให้เราเอ่ยเรื่องเจ้าทำตนบ่สมเป็นแม่หญิงนั่นนะหรือ” พระวาจาทำให้สีหน้าเจ้าสาวน้อยสลดลงพลันจนองค์งามสง่าชักจะสงสาร สายพระเนตรจึงอ่อนลงโดยมิทันได้รู้สึกองค์

“ข้าบ่เอ่ยก็ได้ หากแต่เจ้าทำการณ์อย่างหนึ่งได้ฤาบ่”

“ได้เพคะ” ดวงเนตรนางสะกาวสุกใสขึ้นทันใด อีกร้อยยิ้มซื่อใสนั้นอีกเล่าน่าจับมาขย่ำเสียให้จมเขี้ยวนัก...รอยคำนึงเกิดขึ้นแก่ใจพญาราชสีห์โดยนางกวางน้อยมิได้รู้เนื้อรู้ตัวเลยสักนิด หากแต่พญาราชสีห์นั้นมีศักดิ์ศรีมากมายนัก จึงได้ไว้ตัวอยู่มิได้รวบรัดเอาตามแต่ใจตน

“สวมแหวนให้ข้าแลที”

ศรีอุษาสะดุ้งน้อยๆ ไหวทันเล่ห์องค์งามสง่า ด้วยว่าบัดนี้นางถูกทวงคำมั่นสัญญานั่นแล้วเป็นแน่แท้ หากคิดจะบ่ายเบี่ยงเสียก็แกรงองค์รามราชจักพาลกริ้ว ด้วยมีใจให้พระองค์โดยแท้นางจึงมิกล้าขัดพระทัย มิใช่เรื่องจะเป็นการเสียหายอันใดในเมื่อนางก็ลองสวมอยู่ทุกวัน ยังสวมมิเห็นได้พอดีเสียทียังคงหลวมอยู่แท้ ศรีอุษาจึงหยิบพระธำมงค์ที่ทรงประทานให้เมื่อครั้งเยาว์วัยให้องค์รามราชได้ทอดพระเนตร

“สวมได้พอดีเลยนะเจ้า ไว้เอ่ยการณ์สำคัญกับบิดาเจ้าจบ ข้าจักได้เจรจาความเรื่องของเจ้าต่อ”

องค์รามราชแสร้งทำเป็นเห็นไม่ชัดก้มลงแลเสียพักตรเกือบชิดเจ้าศรีอุษาน้อย กลิ่นหอมบริสุจน์ยังติดอยู่ที่ปรายพระนาสิกเผื่อเอาไว้ว่าจะทรงคิดถึงนาง ศรีอุษาอ้าโอษฐ์อ้างเนตรสุกใสแลดูธำมรงค์ที แลพระพักตรองค์รามราชที ด้วยมิรู้ว่าควรจะเอ่ยคัดค้านอย่างไรจึงจะดีแท้ ในเมื่อรู้อยู่แก่ใจดอกว่า ประเดี๋ยวหากนางแย้งความไป องค์รามราชก็จักทรงกล่าวหาว่าไม่งามสมดั่งเป็นหญิงอีก พระธำมรงค์ที่ทรงให้นางสวมนั้นยังหลวมอยู่แท้ๆ แต่นางจะคิดเช่นไรก็คงไม่ทันการณ์ เมื่อนางจงกลณีผู้เป็นมารดาลงมารับเสด็จเองเสียแล้ว...

ภาพในนิมิตของสิตาอินทร์เริ่มขาวโพลนความสว่างไสวเจิดจ้ารายล้อมอยู่รวบตัวของเธอ พลันความรู้สึกเย็นสบายจนตัวเบาหวิวหายใจก็เกิดขึ้น หญิงสาวรู้สึงตัวโล่งสบายอย่างที่สุด อาจเป็นเพราะเธอไม่ได้ขัดขืนอย่างในครั้งแรกที่ระลึกชาติ เพราะคราวนี้เธอทำตัวเป็นเพียงผู้ติดตามดูรู้อยู่เท่านั้น หญิงสาวค่อยๆ ลืมตามองสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวอย่างระมัดระวัง เพราะจำได้ว่าก่อนที่เธอจะตกไปอยู่ในห้วงนิมิตร เธออยู่กับชายแปลกหน้า ถึงแม้จะเคยพบกันเมื่ออดีตชาติโน่นพ้นผ่านก็ตาม

สิตาอินทร์พบว่าเธออยู่ในรถเก๋งคันหนึ่งซึ่งไม่ใช่รถของเธอแน่ๆ เบาะนั่งตอนหน้าถูกปรับให้นอนราบทั้งสองข้าง ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ เธอไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นภูริชย์นั่นเอง เขากำลับหลับสบายอย่างไม่ได้รู้สึกตัวว่าถูกหญิงสาวแอบมองสำรวจอยู่

“จะอยู่ชมรมนิยมกินเด็ก เหมือนอดีตชาติรึเปล่าเนี่ย” สติอินทร์พรึมพรำออกมาเบาๆ ขำมากกว่าจะรู้สึกว่าไม่ชอบ เพราะอย่างน้อยก็รู้แล้วว่าองค์รามราชก็มีใจให้ศรีอุษาเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้รู้อยู่ดีเหตุใดขบวนขันหมากจึงกลายเป็นขององค์ลักษมันไปได้ แก้วโกสุม จะรู้หรือเปล่านะ

เมื่อนึกถึงแก้วโกสุมขึ้นมาได้ หญิงสาวก็รีบคลำไปที่ข้อมือของตนเองทันทีและพบว่า สาญสิญจน์ที่หลวงพ่อชวนให้มาไม่ได้ถูกผูดมัดไว้ที่ข้อมืออย่างที่คิด จึงรีบมองค้นหาไปในบริเวณใกล้ๆ แต่ก็หาไม่พบ คิดจะปลุกคนที่นอนหลับสบายขึ้นมาถามให้รู้แล้วรู้รอดก็นึกสงสาร เพราะรู้จากปากคนชอบดาราอย่างอิงฟ้าว่า เขาเป็นดาราคิวทองทำงามหามรุ่งหามค่ำคงจะเพลียมากถึงได้หลับเป็นตายอย่างนี้ แต่พอเธอปรับเบาะที่นั่งให้ตั้งตรงขึ้น ชายหนุ่มก็รู้สึกตัวขึ้นมาพอดี

“ขอโทษนะคะ ที่ทำให้ตื่น” ดวงตากลมโตใสซื่อที่บ่งบอกว่ารู้สึกผิดจริงๆ กับกริยาที่ไม่ได้ใส่จริต ทำให้เกิดปฏิกริยาออกมาทางแววตาของชายหนุ่มในทางชื่นชม หญิงสาวจึงเผลอส่งยิ้มหวานแถมให้ เท่านี้เธอคงจะยังไม่รู้ตัวหรอกว่าทำให้ชายหมุ่มตรงหน้าหวั่นไหวได้มากเพียงใด

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณเองนั่นแหละเป็นอะไรมากรึเปล่า เราพบกันสองครั้งคุณก็เป็นลมทั้งสองครั้งเลยนะครับ” หญิงสาวไม่ได้ตอบคำถามของเขาแต่นึกในใจว่า ก็เพราะนายนั่นแหละที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้

“คุณเห็นสายสิญจน์บ้างไหมคะ”

“อ๋อ..เส้นนี่นะหรือครับ” ชายหนุ่มปรับเบาะนั่งให้ตั้งตรงตามเดิมแล้วหยิบสายสิญจน์ออกมาจากที่เก็บซีดีเพลงตรงปังแดดฝั่งคนขับ

“ใช่ค่ะ...อินขอคืนนะคะ” หญิงสาวบอกอย่างดีใจ

“ผมผูกให้นะครับ เพราะเห็นคุณยืนผูกอยู่นานไม่ได้เสียทีนั่นแหละ ก็เลยเดินเข้าไปช่วยก็พอดีคุณเป็นลมไปเสียก่อน” หญิงสาวยื่นมือออกมาให้แต่โดยดี เมื่อชายหนุ่มผุกให้เรียบร้อยแล้วก็ประนมมือไหว้ขอบคุณ

“ขอบคุณค่ะ งั้นอินทร์ขอตัวกลับก่อนนะคะ” สิตาอินทร์ทำท่าจะขยับลงจากรถทันที ทำให้ชายหนุ่มรีบร้องห้างไว้แทบไม่ทัน

“เดียวก่อนซิครับคุณอิน”

“มีอะไรหรอคะ”

“เอ่อ...ถ้าไม่รังเกียจช่วยไปทานข้าวเป็นเพื่อนผมหน่อยได้ไหมครับ”

“หา....” สิตาอินทร์อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจเพราะคิดไม่ถึง แต่ก็ต้องหุบลงฉับพลันเมื่อเห็นชายหนุ่มกำลังยิ้มขำเธออยู่

“ก็คุณน่ะ เป็นลมไปตั้งแต่สิบเอ็ดโมง ตอนนี้จะบ่ายสามโมงเข้าไปแล้วนะ ผมหิวแล้วนะครับ”

“ฉันหลับไปนานขนานนั้นเลยหรอคะ ตายจริง”

“ครับ นี่ถ้าคราวที่แล้วผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แล้วหลวงพ่อบอกว่าคุณไม่เป็นอะไร คงพาไปส่งโรงพยาบาลแล้วล่ะครับ”

“ค่ะ...ค่ะ...ถ้าอย่างนั้นให้อินเป็นคนเลี้ยงก็แล้วกันนะคะ ในฐานะที่ทำให้คุณต้องลำบากแบบนี้”

“ได้ครับ พอดีวันนี้คิวงานของผมว่าง ก็เลยคิดจะมาทำบุญกับหลวงพ่อแล้วกลับไปนอนหลับนะครับนี่” ชายหนุ่มรีบตอบรับอย่างยินดี ราวกับเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่เก็บอาการไม่ค่อยอยู่เมื่ออยู่ต่อหน้าสาว ทำให้สิตาอินทร์เอายิ้มขำไม่ได้ ชายหนุ่มจึงได้แต่ยิ้มเขินๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็ขับรถตามอินมาเลยค่ะ จะพาไปหาของอร่อย”

หลังจากที่สิตาอินทร์ลงจากรถของภูริชย์ไปทำให้หญิงสาวไม่ได้เห็นปฏิกริยาของชายหนุ่ม ที่กำหมัดแล้วร้อง “เย่!!” ออกมาดังๆ ด้วยความยินดี เขาพอรู้อยู่บ้างหรอกว่าหญิงสาวทำงานอยู่ในกองถ่ายละครซึ่งเขาแสดงเป็นพระเอก อย่างไรก็ต้องไดพบกับอีกบ้างแน่ๆ แต่เพราะคิดถึงเหลือเกินจึงได้ลองมาทำบุญที่นี่ในวันนี้ และนึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบกับเธอคนนั้นจริงๆ ซ้ำยังได้แสดงน้ำใจช่วยเหลือเธออีกด้วย

“ต่อไปต้องขอเบอร์ ต้องขอให้ได้รู้ไหมนายริชย์” ชายหนุ่มบอกกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะสตาร์ทรถและขับตามหญิงสาวไป เผลอผิวปากเป็นเพลงไป  ด้วยอารมย์ที่เจ่มใสเป็นพิเศษ

ร้านที่หญิงสาวพามาออกจะอยู่นอกเมืองไปสักหน่อย แต่ให้บรรยากาศที่เป็นส่วนตัวดี เพราะจัดเป็นแพที่นั่งยาวไปตามลำคลองที่ขุดขึ้นมาใหม่ ให้บรรยากาศเย็นสบายดีพร้อมสวนสวยสไตร์บาหลี แพแต่ละซุ้มอยู่ห่างกันพอประมาณ เรียกได้ว่ากินอิ่มแล้วขอนอนพักต่ออีกหน่อยก็ยังไหว เจ้าของร้านอัธยาศัยดีไม่มาจุกจิกกวนใจ ทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นดาราทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสบายใจจนออกปากว่าจะแวะเวียนมาอีก ทำให้เจ้าของร้านดีใจยิ้มจนหน้าบานทีเดียว

สองหนุ่มสาวทานอาหารกันอย่างเอร็จอร่อยโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาอาฆาตมาดร้ายมองจ้องเขม่นอยู่

“นั่นมัน นายภูริชย์ พระเอกหล่อคนที่แกหมายหัว เอ้ย! หมายตาเอาไว้ไม่ใช่หรือแหม่ม”

“แล้วไง” แหม่ม..ปาจารีย์ ดารานางแบบสุดฮอตบอกพัชรีเพื่อนสาวอย่างไม่ค่อยจะใส่ใจสักเท่าใดนัก ทั้งๆ ที่รู้สึกขวางหูขวางตาจนแถบจะทนไม่ไหว

“อ้าว...ก็เห็นอยู่ นั่นตัวจริงของเขาละมั้งแก”

“ไม่มีทาง ชั้นสืบมาแล้วว่าเขายังไม่มีใคร”

“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นแม่นั่นก็เข้ามาขวางโดยที่ไม่ดูตาม้าตาเรือเสียแล้วละซิ”

“ช่าย...ตอนนี้ปล่อยไปก่อน คนเยอะเดี๋ยวชั้นจะเสียภาพพจน์นางเอกอันดับหนึ่ง คนอย่างชั้นกำจัดมารหัวใจมานักต่อนักแล้ว แค่คนโนเนมอย่างนั้นเล่นไม่ยากหรอก เป๊บเดี๋ยวก็กระเจิง” หญิงสาวบอกพรางจิกสายตาเล่ห์ร้าย ก่อนจะแสร้งหัวเราะขำออกมา

********************************** จบตอน *************************  

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา