คิมหันต์อนันตรา

คิมหันต์อนันตรา

รัก***ไม่มีอดีต***ไม่มีปัจจุบัน***และไม่มีอนาคต เงื่อนเวลาแห่งภพชาติจะบรรจบ ณ หัวใจ

ผู้เขียน มนต์อลัมพราย ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

ตอนที่ ๘ เงื่อนไขลิขิต

คิมหันต์อนันตรา

ตอนที่ ๘  เงื่อนไขลิขิต

ภมรเย้ยผกายั่วสายลมเย้าท่วงทำนองอันน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ ครรลองที่ดำเนินมาชั่วนาตาปีเฉกเช่นเดียวกับลิขิตแห่งชีวิต...

ณ ลานหน้าเรือนของจอมปราชญ์โกญจา...บัดนี้...ได้ถูกจัดให้เป็นที่ประชุมชน เพื่อการณ์อันจักพิสูญการณ์อันน่าพิศวง ที่เขาว่าข่าวลือลามเร็วกว่าไฟไหม้เห็นจะจริงแท้ แม้ข่าวอันเป็นที่มาแห่งการประชุมในครานี้จักแพร่กระจายออกไปเพียงเพลาย่ำรุ่งถึงรุ่งสาง แต่คนทั้งหลายกลับมารวมตัวกันได้มากมายจนลานกว้างแน่นขนัด

“ท่าน จอมปราชญ์ แท้ฤาที่ศรีอุษาบุตรตรีของท่านจักคืนมาในทิวาวันนี้ สิ่งอันผิดจากธรรมชาติจักปรากฎเยี่ยงนั้นแน่แท้ฤา” มหาอมาตย์ผู้มาพร้อมกับมหาเสนาซึ่งถูกตามตัวมาเพื่อให้เป็นประจักษ์พยาน ตั้งแต่กาลย่ำรุ่งเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลง หากผู้ที่เชิญท่านทั้งสองมามิใช่ครูแห่งแผ่นดินศรีอโณทัยคงคิดว่าเป็นเรื่อง เหลวไหลเป็นแน่

 “แท้...ท่าน ชาญวิทย์ หากแต่นางกลับมาจะมิใช่นาง” คำตอบของจอมปราชญ์สร้างรอยขมวดมุ้นบนใบหน้าของคนทั้งหลายซึ่งในยินไปทั้ง บริเวณลานหน้าเรือน ซึ่งบัดนี้ถูกโปรยปรายด้วยข้าวตอกดอกไม้เตรียมรับขวัญเจ้าศรีอุษากับเรือน

“มันมีความนัยเยี่ยงไรฤา ท่านโกญจา” มหาเสนาเอ่ยถามขึ้นบ้าง

“ข้าก็ยังบ่รู้แท้ ท่านสุวัฒน์ หากแต่ตามการคำนวนศาสตร์โหราแห่งข้า นิมิตนั้นเป็นการณ์สังหรณ์มั่นแท้”

“หากท่านมั่นใจเช่นนั้น ข้าย่อมยินดีกับท่านนัก”

สิ้น คำเอ่ยของท่านสุวัฒน์ผู้เป็นมหาเสนาทุกผู้ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นต่างพากันเงียบกริบเฝ้ารอคอย การปรากฎกายของศรีอุษาผู้ที่จักคืนชีพจากความตาย

 “ข้า จักบ่ปิดบังชาติกำเหนิดแห่ง ศรีอุษา ลูกของเจ้าหลานของพ่ออีกแล้วกลิ่นอุบล ข้าจักบ่ยอมพลาดอีกเป็นคราที่สอง” จอมปราชญ์เอ่ยเสียงเบาราวกับจะพูดเพื่อเอ่ยให้กลิ่นอุบลได้รับรู้เพียงผู้ เดียว

วูบ หนึ่ง...สายลมเย็นได้หอบนำพากรุ่นกลิ่นดอกบัวอันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ละมุนละไม ให้อบอวลจนทั่งลานหน้าเรือนของจอมปราชญ์ น้อมให้ได้ระลึกนึกถึงเจ้ากลิ่นอุบลธิดาผู้จากไปในกาลอันนาน เนิ่น ‘เจ้าคงจักยินดีนักแท้ กลิ่นอุบล ลูกพ่อ พระหน่อราชธิดา จักกลับมาบัดเดี๋ยวนี้แล้ว’ ในห้วงคนึงคิดอาจมิได้มีเสียงสำเนียงใดๆออกมาให้ใครได้รับรู้ หากแต่ไม่นานความจริงข้อนี้คงต้องเปิดเผยเป็นแน่

เสียง ฝีเท้าของม้าที่ดูเหมือนจะมุ่งตรงมายังเรือนของจอมปราชญ์โกญจา ทำให้หัวใจของผู้ที่รอคอยอยู่เต็มลานเต้นไม่เป็นละส่ำ ต่างยืดชะง้อคอคอยแลอยู่ไม่เป็นสุข กาลอันไม่นานนักม้าอัสดาที่มีองค์รามราชและสิตาอินทร์ก็นำมาอยู่ที่ลานหน้า เรือนของจอมปราชญ์ ตามด้วยเจ้าหญิงแสงโสม จันทรา และไวย์กูล เสียงโจษก์อึงมี่ดังขึ้นทันทีที่ผู้คนแลเห็นใบหน้าของสิตาอินทร์ พวกที่อยู่ข้างหลังยังแลไม่ชัดก็ดันคนข้างหน้า หากแต่จะเกิดการจราจลก็หาไม่ เพราะต่างแกรงพระบารมีและเสนาอมาตย์ใหญ่

“นี่ มันเกิดการณ์อันใดเล่า ท่านจอมปราชญ์” องค์รามราชเสด็จลงจากหลังม้าโดยดึงสิตาอินทร์ลงมาด้วย รับสั่งถามพระสุรเสียขรึมแทบทันที่ที่พระบาทแตะถึงพื้น ทุกผู้คนต่างทำการบังคมก้มกราบ

“ข้าพระพุทธเจ้า ทำการกู่ขวัญรับการคืนชีพแห่งศรีอุษา พระเจ้าข้า”

พระ ขนงขมวดมุ่นก่อนจะคล้ายออกให้แววพระเนตรรื้อชื้นหากแต่พระอัสสุชลมิอาจหลั่ง ด้วยขัติยราชกุมารผู้ห้าวหาญและแข็งแกร่งดุจหินผา ฉะนั้นไม่ปานหนึ่งอึดใจพระพักตรคมเข้มจึงเรียบเฉยราวกับมิได้มีรอยเศร้าหม่น ใดๆ ในพระราชหฤทัย

สิตาอินทร์ตาเบิกกว้างนิ่งงันราวกับรูปปั้นมือไม้พาลเย็นเฉียบไปหมด หากเธอเข้าใจไม่ผิดศรีอุษาที่พื้นคืนหมายถึงตัวเธอแน่แล้ว นั่นหมายความด้วยว่าที่เธอมาปรากฎตัวขยับเขยือนเคลื่อนไหวโดยปราศจากเงาของ ศรีอุษาเหมือนการระลึกชาติครั้งก่อนๆ ก็เพราะเธอข้ามเวลามาอยู่ที่นี่จริงๆ ‘แก้วโกสุม’ เป็นผู้นำเธอมาดั่งที่บอกกับเธอเอาไว้มิใช่เพียงการระลึก และเงื่อนเวลาอันทับซ้อนก็ได้เริ่มจากความฝันครั้งสุดท้ายของเธอ ความฝันของเหตุการณ์ในวันที่ศรีอุษาตาย

“ศรี อุษา ธิดาแห่งข้า เจ้ากลับมาเรือนแล้ว โดยม้าอัสดาเป็นผู้นำมาตามทำนายแห่งฝัน” จอมปราชญ์โกญจาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอันสุขุม เอื่อมมือหมายคว้าข้อมือของสิตาอินทร์แต่เธอกับก้าวถอยไปเบื้องหลังจนชนกับ พระอุระขององค์รามราช พร้อมทั้งส่ายศีรษะไปมาปฏิเสธเสียงเคลือ

“ไม่...ผมไม่ใช่ศรีอุษา”

ตัวของเธอกำลังสั่น...สั่นด้วยความวิตกหวาดกลัวนาๆ จนรู้สึกได้ถึงองค์รามราช พระองค์จึงมิได้ขยับคลายไปจากเธอ ดุจจะบอกกับร่างบอบบางตรงพระอุระว่ายินดีเป็นที่พึงพิงให้แก่นาง เสียฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นอีกคราต่างโจษถึงคำทำนายแห่งจอมปราชญ์ที่มีความแม่น ยำมิมีผิดเพี้ยน ‘นางที่กลับมาจะมิใช่นาง’

“จะ เป็นไปได้อย่างไรแท้ท่านจอมปราชญ์ ท่านบ่เห็นฤาเล่า...ว่าเจ้าคนผู้นี้น่ะเป็นชาย” ไวย์กูลนักรบหนุ่มปากไวเอ่ยทักทันทีที่ตามเข้ามาสมทบ โดยมีจันทราคอยประคองเจ้าหญิงแสงโสมเสด็จตามมาเงียบๆ

“แล้วเจ้าเป็นใครกันฤา ลูกพ่อ” จอมปราชญ์หันมาถามสิตาอินทร์ด้วยน้ำเสียงอันลุ่มลึก สัมผัสไม่ได้ถึงความรู้สึกใดๆ

“ชั้นชื่ออิน ได้โปรดเถอะ ให้ชั้นกลับไปยังที่ที่จากมาได้มั้ย” หญิงสาวอ้อนวอน

“เจ้า ปฏิเสธ พ่อได้ฤา แท้แล้วเจ้าคือชาติภพใหม่แห่งศรีอุษา แท้ฤาบ่แท้” จอมปราชญ์ถามเข้าไปตรงใจของหญิงสาว ราวกับรู้อยู่ก่อนแล้ว ไม่ซิ! ต้องรู้อยู่แล้วแน่ๆ แววตาที่จ้องตรงลึกเข้ามายังนัยตาของเธอนั้น ช่างมีอำนาจลึกลับอย่างประหลาด แม้สิตาอินทร์อยากจะปฏิเสธใจแทบขาดหากแต่ปากของเธอกับตอบว่าใช่เสียอย่าง นั้น

“ก็ใช่...แต่ชั้นระลึกชาติไม่ได้หมดหรอกนะ คือแค่เคยฝันเห็นตอนที่ศรีอุษากำลังจะตายเท่านั้น”

“งั้นเจ้ารู้ฤาบ่ ว่าผู้ใดสังหารนาง” ท่านมหาอมาตย์มุ่งประเด็นถามทันที

“ไม่ รู้หรอก...เพราะว่ามันมืดมาก รู้แต่ว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น” ก่อนที่จะมีใครเบิกความขึ้นมาอีก จอมปราชญ์จึงได้บอกทักคัดค้านขึ้นเสียก่อน

“เรื่อง นั้นเพียงรั้งไว้ก่อนเถิด ลูกข้ากลับมาเรือน แม้นจักกลับมาบ่เหมือนดั่งเดิม แต่ก็ถือว่าเป็นลูกข้า ฉะนั้นแลข้าขอรับขวัญลูกข้าก่อนเถิด อีกประการ…การณ์อันจักพิสูจน์ว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้ คือชาติภพใหม่แห่งศรีอุษาแท้ฤาบ่แท้ ก็คงจักต้องเป็นสิ่งนี้ ลูกข้า เจ้าจำสิ่งนี้ได้ฤาบ่”

พระธำมรงค์วงน้อยถูกยืนมาวางไว้ในมือที่สิตาอนิทร์ซึ่งเธอแบมือรับมาโดยอัตโนมัติ มองแค่ปราดเดียวหญิงสาวก็ตอบได้ในทันที

“แหวน...แหวนขององค์รามราช ที่คล้องอยู่ที่สร้อยห้อยคอศรีอุษา”

“แท้ พระธำมรงค์วงนี้ ศรีอุษา กำเอาไว้ตราบสิ้นลม” จอม ปราชญ์เอ่ยเพียงแค่นั้น น้ำตาของสิตาอินทร์ก็พรั่งพรูออกมาทันที ครั้นหันไปสบพระเนตรองค์รามราชก็ได้เห็นแววพระเนตรที่ไหววูบเช่นกัน

“พระองค์ ยืนยันวาจาของข้าพระพุทธเจ้าได้บ่พระเจ้าข้า” จอมปราชญกล่าวจบ องค์รามราชก็ทรงรับพระธำมรงค์ต่อไปจากสิตาอินทร์ ทรงพิจดูแล้วจึงรับสั่งตอบ

“แท้ ท่านจอมปราชญ์”

พระ ดำรัสสร้างความฮือฮาขึ้นมาอีกมากมาย ต่างก็ว่าศรีอุษา พื้นขึ้นมากลายเป็นชายไปแล้ว ความเข้าใจอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่หมู่มวลชนทั้งหลาย ณ ที่นี้แล...

เสียง โจษขานยังมิทันขาดเสียงของฝีเท้าม้าจำนวนมากก็ดังมุ่งตรงมายังที่ประชุมชน องค์รักษ์จำนวนหนึ่งนำเสด็จเจ้าชายลักษมันมาถึงก็ทูลเชิญเสด็จลงจากราชรถ เทียมม้า ตรงเข้ายังลานหน้าเรือนของจอมปราชญ์โกญจาทันที

“ศรีอุษา พื้นคืนชีพขึ้นมาแท้ฤา ท่านจอมปราชญ์ นางอยู่ที่ใดกันเล่า บอกข้ามาเร็ว” องค์ลักษมันพระดำเนินเข้ามาหายังจอมปราชญ์ทันที ทุกผู้ทุกนามต่างทำการณ์บังคมครั้นเว้นแต่องค์รามราชซึ่งพระชันษามากกว่าอัน ต้องทำเคารพตามความอาวุโส ส่วนสิตาอินทร์ก็ก้มบังคมตามคนอื่นอยู่องค์ลักษมันจึงยังมิทันเห็น

“นางพื้นขึ้นมาแท้แล้ว แต่มิใช่นางดอก พระเจ้าข้า”

“ท่าน หมายความเยี่ยงไรท่านจอมปราชญ์ หากเป็นนางแท้อย่างไรข้าก็จักต้องมารับตัวนางไป ในเมื่อนางรับขันหมากข้าแล้ว” องค์ลักษมันรับสั่งกันท่าด้วยเห็นองค์รามราชอยู่ ณ ที่นั้นเช่นกัน พระเนตรที่แลสบกันดังจะห้ำหั่นกันให้พินาจไปเสียข้างหนึ่ง สร้างบรรยากาศกันกดดันเข้มข้นไปทั่วบริเวณลานกว้าง

“อ้อ..เจ้าพี่รามราช หม่อมฉันเพิ่งเห็น ต้องขอพระราชทานอภัยที่ทำความเคารพช้า”

“ข้าบ่ถือโทษเจ้าดอก องค์ลักษมันน้องข้า”

“หม่อมฉันบ่ทันคาด ว่าเจ้าพี่ผู้ซึ่งมาช้าไปในคราแรก ครานี้จักมาได้เร็วกว่าหม่อมฉันได้”

“จักว่าเร็วกว่านั้นคงบ่แท้นัก ในเมื่อข้าเป็นผู้นำศรีอุษากลับมาเอง”

“หาก เป็นเยี่ยงนั้น เจ้าพี่ได้โปรดส่งนางมาให้หม่อมฉันเถิด เพราะนางรับขันหมากต้องตกเป็นชายาของหม่อมฉันแล้ว” องค์ลักษมันรับสั่งหมายมาดมั่นพระทัยนัก หากแต่องค์รามราชกลับพระสรวลเรียบเย็นมิยอมรับสั่งตอบ แต่กลับหันไปทอดพระเนตรแลจอมปราชญ์แทนโดยนัยว่าให้ท่านเป็นผู้ตอบ

“เป็นเช่นนั้นบ่ได้แล้ว พระเจ้าข้า”

“แอะ! ท่านจอมปราชญ์ ครั้นเจ้าพี่รามราชเสด็จมา ท่านจึ่งคิดจักกลับคำเยี่ยงนั้นฤา”

“บ่แม้นเช่นนั้นเลยเจ้าชายลักษมัน ศรีอุษา ผู้พื้นคืนอยู่เบื้องพระพักตรนี้แล้ว ทรงทอดพระเนตรแลก่อนเถิด”

สิตาอินทร์เงยหน้าขึ้นมององค์ลักษมันอย่างหวาดๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนเองต่อจากนี้ไป เพราะดูเหมือนจะเกิดศึกชิงนางขึ้นอย่างไรก็ไม่รู้ แถมเธอเองก็ยังมีชนักปักหลังที่ไปหลอกเขาว่าเป็นผู้ชายเสียด้วย ถ้าโดนจับได้ตอนนี้คงต้องตายแน่ๆ จึงได้แต่คิดภาวนาอยู่ในใจ ‘เจ้าประคูณเอ๋ย ความอย่าแตกตอนนี้เลย’

“ศรีอุษา” องค์ลักษมันกำลังจะเสด็จตรงเข้ามาหาสิตาอินทร์ทันที ดีแต่ที่เจ้าหญิงแสงโสมทรงมายับยั้งไว้เสียก่อน

“รั้งก่อนเพคะ เจ้าพี่ลักษมัน ถึงแม้นผู้ที่อยู่ต่อหน้าจักได้ชื่อว่าชาติภพใหม่แห่งศรีอุษา แต่นางบ่ได้เป็นหญิงแล้วนะเพคะ”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน แสงโสม”

“ทรงทอดพระเนตรเถิด ศรีอุษา ในชาติภพใหม่ นางจุติเป็นชายเพคะ”

องค์ลักษมันเขม่นแลพินิจพิจารณา ทรงทอดพระเนตรกลับไปกลับมาจับจ้องมิยอมละสายพระเนตรไปโดยง่าย สิตาอินทร์ใจเต้นโครมครามกลัวความแตก หากองค์ลักษมัน’ไม่เชื่อ’พวก เขาจะจับเธอไปพิสูจน์กันอย่างไรก็ไม่รู้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเวชมนต์ของแก้วโกสุมนั้นกล้าแข็งมากมายนัก ยากที่จะมีผู้ใดเพ่งจิตผ่านมายากำบังที่ลงกำกับเอาไว้ที่ร่างกำเหนิดใหม่ของ ศรีอุษาได้

พระวรกายขององค์ลักษมันจึงแทบจะเซซวนเมื่อทรงรับรู้ว่า ร่างของศรีอุษาตรงหน้านั้นเป็นชายไม่ใช่หญิง องค์รามราชทรงทอดพระเนตรเห็นพระกริยาของพระอนุชาก็ชัดแจ้ง รอยแย้มพระสรวลจางๆ จึงปรากฎขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ แววพระเนตรคมกริบฉายแววเจ้าเล่ห์เพทุบายขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะจางหายเป็นเรียบ เฉยไปอย่างรวดเร็ว

“เจ้า คงแลพระเนตรเห็นแล้วลักษมันน้องข้า ศรีอุษา ต่อหน้าเจ้านี้ คงรับขันหมากเจ้าบ่ได้อีกแท้ หากแต่สัจจวาจาที่ท่านให้ไว้แก่ข้ายังอยู่ตามธำมรงค์วงนี้แท้ฤาบ่ ท่านโกญจา”

“ยังอยู่แท้ พระเจ้าข้า” จอมปราชญ์แม้จะทันเล่ห์เหลี่ยมการแก้แค้นแห่งองค์รามราช แต่ก็กลับทำเป็นไม่รู้เอ่ยออกไปตามน้ำเสีย

“มันอย่างไรกันฤา” องค์ลักษมันเอ่ยถามจอมปราชญ์ด้วยความแคลงพระทัย

“ด้วยแท้แล้ว หม่อมฉัน ได้ยกศรีอุษาให้แก่องค์รามราช เพื่อไปเป็นข้าทาสพระจ้าข้า”

“แท้ แล้วลักษมันน้องข้า หากแต่มื้อก่อนนั้นข้าเอ็นดูนางนัก จึงขอหมั้นหมายเอาไว้แทน แต่บัดนี้นางกลายเป็นชายไปเสียแล้ว ข้าคงต้องพาตัวชาติภพใหม่ของศรีอุษานี้ไปเป็นข้าทาส”

“พระเจ้าค่ะ” จอมปราชญ์น้อมรับพระกระแสรับสั่ง

องค์ลักษมันกำพระหัตถ์แน่นพิโรจจงหนักแต่ก็ทำอะไรมิได้ เพราะที่องค์รามราชทรงเบิกความนั้นพระองค์ก็ทรงทราบดีอยู่ แต่ก็ยังยื้อแย่งพระคู่หมั้นของพระเชษฐาไปได้ก่อน แต่กลับต้องเสียพระทัยที่นางตายจาก ครั้งเมื่อนางพื้นคืนเป็นชาติใหม่ พระองค์ก็ทรงดีพระทัยหมายจะรีบมาชิงตัวนางไปอีกครา แต่ก็ต้องเสียพระทัยอีกครา เมื่อจักนำนางไปเป็นชายามิได้เสียแล้ว ซ้ำร่างใหม่ของนางก็ถูกพระเชษฐายื้อเอาไปได้ ‘ศรีอุษา’ นามนั้นช่างทำให้พระองค์ทรงรู้สึกทรมานสาหัสนัก

“อย่าง นั้นก็ดีแท้ท่านจอมปราชญ์ ข้าก็จักเอาตัวเจ้าอินผู้นี้ไปเลยก็แล้วกัน” องค์รามราชรีบฉวยมือน้อยเอามาไว้ในพระกรแกร่งทันควัน สิตาอินทร์ตกใจผวาตามแรงดึงใบหน้าซีดผืดน่าสงสาร

“รั้ง ก่อนเถิดพระเจ้าข้าเจ้าชายรามราช ร่างใหม่ของศรีอุษา นามว่าอินนี้ ข้าพระองค์แลแล้วคงยังบ่รู้การณ์ควรเป็นแน่ ขอให้ข้าพระองค์ได้ดูแลฝึกหัดอยู่ก่อนเถิด” อย่างไรเสียนางผู้นี้ก็คือหลานจอมปราชญ์จึงอดใจอ่อนต้องช่วยเหลือเอาไว้ก่อน จนได้

“หาก ท่านเห็นเป็นเช่นนั้น ข้าก็จักให้เวลาท่านได้ล่ำรากันสักสามทิวา ล่วงไปแล้วข้าจักมานำตัวเจ้าอินผู้นี้ไป” แม้องค์รามราชจะทรงแค้นพระทัยพิโรจนักที่ทรงคิดว่าศรีอุษาแปรใจให้องค์ลักษมัน แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ตื่นตระหนกและแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น พระองค์ก็ทรงพระทัยอ่อนอีกจนได้

แม้นองค์รามราชจะทรงต้องการถามเอาความกับเจ้าร่างน้อยใจแทบขาด ถึงเหตุผลในการรับขันหมากขององค์ลักษมันแต่จะทรงอดพระทัยรอสักหน่อยก็คงไม่ กระไรนัก ระหว่างนี้จะได้ทรงกลับไปคิดใคร่ครวญให้จงหนักว่าจะลงทัณฑ์นางขวัญหฤทัย อย่างไรจึงจักสาสม

**************************************

ฤดูร้อนของสยามประเทศในยุคปัจจุบันอบอ้าวจนแทบกระอัก ยิ่งใกล้เที่ยงตะวันคล้อยบ่ายไปเท่าใดก็ยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นเท่านั้น แต่ถึงจะอย่างไรก็ไม่ร้อนเท่าใจคน ภูริชย์และอิงฟ้ามานั่งรอหลวงพ่อชวนที่กุฏิของท่านอย่างใจจดใจจ่อ ชะเง้อชะแง้จนคอยื้อคอยาวพุทธศาสนิกชนบนศาลาก็ยังไม่ส่างซ่าลงเสียที ครั้นจะไปนั่งเฝ้าอยู่บนศาลาใหญ่ภูริชย์ก็ไม่สะดวกเพราะกลัวคนจะจำได้

สายลมแผ่วพัดมากระทบกับกระดิ่งน้อยที่ห้อยตรงหน้าจั่วทำให้เกิดเสียงกรุ่งกริ่ง หวานแว่ว ฟังแล้วชวนให้ใจสงบสบาย ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการมาของหลวงพ่อชวนผู้มีฝีเท้าอันแผ่วเบาแต่ ก้าวย่างอย่างสม่ำเสมอคงมั่นตามจังหวะของลมหายใจมิสั่นคลอยแม้จะมีสิ่งใดๆ มากระทบ สีหน้าของท่านอิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วยเมตตาส่งยิ้มละไมให้แก่สองหนุ่มสาวที่ กำลังนั่งรออยู่ด้วยความกระวนกระวานก่อน

“อุ๊ย! หลวงพ่อมาแล้วค่ะพี่ภู” อิงฟ้ารีบกระซิบบอกและสะกิดให้ชายหนุ่มได้รู้ตัว ทั้งสองก้มกราบลงพร้อมกันด้วยความศรัทธา

“ไปอย่างไรมาอย่างไรกันหรือโยม” หลวงพ่อเอ่ยทักทายน้ำเสียงปราณี

“หลวงพ่อค่ะ อิน แย่แล้วค่ะหลวงพ่อ” อิงฟ้ารีบบอกน้ำเสียงเริ่มสั่นเครือขึ้นอีกจนภูริชย์ต้องตบไหล่ของเธอเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน เพราะทุกครั้งที่ต้องพูดถึงสิตาอินทร์ อิงฟ้ามักจะร้องไห้ออกมาเสมอ

“อย่าทุกข์มากไปเลยโยมฟ้า หลวงพ่อแนะนำได้เพียงว่า...พาโยนอินกลับมาพักที่บ้านเถอะ”

ได้ยินหลวงพ่อพูดสองหนุ่มสาวก็หันมาสบตากันโดยมิได้นัดหมายด้วยความประหลาดใจ ที่หลวงพ่อพูดราวกับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับสิตาอินทร์

“

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา